วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หญ้าปักกิ่ง ตอนที่ 4


เท่าที่พ่อค้นหาดูจากหนังสือและทางอินเตอร์เนท นี่คือบทความต่างๆที่ได้มา ลองอ่านดูนะ

หญ้าปักกิ่ง
หญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง) เริ่มมีผู้นำมาเผยแพร่ประมาณ 30 ปีมาแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับหญ้าเทวดามีดังนี้
ชื่อท้องถิ่น : เล่งจือเฉ้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy
วงศ์ : Commelinaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : หญ้าเทวดาเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่พืชในวงศ์ของหญ้าทั่วไป ในประเทศไทยพืชในวงศ์ของหญ้าเทวดามักเป็นไม้ประดับ หญ้าเทวดาเป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 7-10 ซม. บางทีสูงที่สุดได้ถึง 20 ซม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวความยาวไม่เกิน 10 ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดรวมกันเป็นกระจุกแน่นกลีบดอกสีฟ้าปนม่วง ใบประดับกลมยาวประมาณ 4 มม. ร่วงง่าย
แหล่งกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ และพบทั่วไปในประเทศไทย
การเพาะปลูก : เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินปนทรายงอกงามในที่มีแดดรำไร ไม่ต้องการน้ำมาก วิธีปลูกให้นำต้นเล็กที่มีรากมาปลูกหรือใช้เมล็ด อาจปลูกแบบพืชคลุมดินใต้ต้นไม้ใหญ่ ปลูกในกระบะหรือกระถางเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นและใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก)
สรรพคุณพื้นบ้าน : ยาจีนใช้หญ้าเทวดารักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและกำจัดพิษ ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ระยะหนึ่งทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก เพราะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือนขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักที่บ้าน แต่ผู้ป่วยกลับไปบ้านและ
กินน้ำคั้นหญ้าเทวดา อีก 1 ปีต่อมายังมีชีวิตกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มี การศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดามากมาย นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียง
องค์ประกอบทางเคมี : น้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดา มีกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1 บี) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า 1B-O-D-glucopyranosy1-2- (2' -hydroy-6' -ene-cosamide) -sphingosine (G1b)
คุณสมบัติทางชีวภาพและเภสัชวิทยา :การศึกษาคุณสมบัติต้านมะเร็งในห้องปฏิบัติการกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี 1 บี) แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านม และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยค่า ED50>16 ไมโครกรัม/มล. สารจี 1 บี ยังแสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกันด้วยสารสกัดหญ้าเทวดามีผลลดความรุนแรงของการ แพร่กระจายของมะเร็ง (metastasis) ในหนู จึงคาดว่า สารสกัดหญ้าเทวดาอาจใช้ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ สารสกัดหญ้าเทวดามีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ ชนิดต่าง ๆ ได้ เช่น AFB1 สารสกัดหญ้าเทวดามีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ DT-diaphorase ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
ความเป็นพิษ : พิษเฉียบพลัน น้ำคั้นจากหญ้าเทวดาไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เคมีเลือดและพยาธิสภาพ
ของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 เมื่อให้โดยการป้อนในหนูขาวมากกว่า 120 ก./กก. นน. ตัว ซึ่งเทียบเท่ากับ 300 เท่าของ
ขนาดรักษาในคน จัดว่าเป็นสมุนไพรที่ค่อนข้างปลอดภัยตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก
พิษกึ่งเรื้อรัง จากการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าขนาดที่ใช้รักษาในคนมีความปลอดภัยเพียงพอ หากใช้
ติดต่อกันนาน 3 เดือน
พิษทางคลินิก ยังไม่พบรายงาน
ประโยชน์ทางการแพทย์ :ใช้เป็นยาร่วมในการรักษามะเร็ง สามารถลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบัน
ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งและการกลับมาเป็นอีก รวมทั้งใช้ปรับระบบภูมิคุ้มกัน
วิธีเตรียมน้ำคั้น :
นำส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนัก 100-120 กรัม หรือ จำนวน 6 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และ
โขลกในครก ที่สะอาดให้แหลก เติมน้ำสะอาด 4 ชต. (60 มล.) กรองผ่านผ้าขาวบาง
ผลข้างเคียง : ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส ผลข้างเคียง
ในระยะ 7 วัน หรือ 10 วัน อาจมีอาการหงุดหงิด หรือเป็นไข้ อาจมี
น้ำเลือดปนหนอง ออกทางอุจจาระ น้ำปัสสาวะอาจเหมือนน้ำล้างปลา นอนไม่หลับ/
โมโหง่าย หากรับประทานติดต่อกันหลายปีโดยไม่หยุด อาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำ แขนขาชา กล้ามเนื้อลีบ อาจเดินไม่ได้ แต่เมื่อหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป

ข้อควรระวัง : หากใช้เกินขนาดจะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน
ข้อห้ามใช้ : ยังไม่พบรายงาน
ปฏิกิริยาสัมพันธ์กับยาอื่นหรืออาหาร : ยังไม่พบรายงาน
ข้อควรคำนึงในการดื่มน้ำหญ้าเทวดาสด
1. หญ้าเทวดาเป็นสมุนไพรคลุมดิน ต้นหญ้าเทวดามีเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินปนเปื้อนมามีต้นและใบของหญ้าเทวดาได้มากมาย การนำหญ้ามาใช้ต้องมั่นใจว่าได้ล้างหญ้าหลาย ๆ ครั้งจนปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดพอการดื่มหญ้าเทวดาสด ๆ ก็เป็นการดื่มเชื้อจุลินทรีย์ในดินเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งซึ่งมักมีภูมิต้านทานต่ำ อาจเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติมาก
2. หญ้าเทวดามีรูปร่างลักษณะคล้ายกับหญ้าอื่น ๆ หลายชนิด เช่น หญ้ามาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งหญ้าอื่น ๆ จะไม่มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยดังเช่นหญ้าเทวดา เคยมีผู้บริโภคที่ซื้อหญ้าปักกิ่งตามท้องตลาดมาบริโภค แต่เมื่อนำต้นดังกล่าวไปให้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลพิสูจน์แล้ว ปรากฎว่าเป็นหญ้าอื่นที่มีลักษณะคล้ายหญ้าปักกิ่งซึ่งไม่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย ดังนั้นก่อนซื้อมาบริโภค ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าเทวดาแท้จริง
3. หญ้าเทวดาที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสม กล่าวคือ หากเป็นหญ้าที่ปลูกโดยการชำกิ่ง ต้องมีอายุ3 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นหญ้าที่ปลูกจากการเพาะเมล็ดต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป หญ้าเทวดาที่อายุยังไม่ครบเวลาดังกล่าวได้มีการศึกษาแล้วพบว่าสาร G1b ไม่มีการสร้างในต้นที่อายุยังไม่ครบ ดังนั้น การซื้อหญ้าเทวดามาบริโภคต้องมั่นใจว่าต้นนั้น ๆมีอายุครบเกณฑ์กำหนดตามวิธีการเพาะชำนั้น ๆ แล้ว จึงจะได้คุณประโยชน์ดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป็นการบริโภคหญ้าเทวดาที่ไม่มีคุณสมบัติที่ต้องการพัฒนาการหญ้าเทวดาสู่มาตรฐานสากล
สถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรมได้นำหญ้าเทวดามาพัฒนาเป็นยาเม็ดโดยใช้ส่วนประกอบทุกอย่างเป็น
สารธรรมชาติ แม้กระทั่งสีที่ใช้เคลือบยาเม็ดก็ได้สีเขียวของคลอโรฟิลล์ของพืช วัตถุดิบและเทคนิคการผลิตทั้งหมดเป็นภูมิปัญญาของคนไทยล้วน ๆ ไม่พึ่งพาต่างชาติ แต่การประกันคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล
การพัฒนาในรูปของยาเม็ดหญ้าเทวดานอกจากอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยและญาติผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยแล้วยัง
ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคุณค่าของหญ้าเทวดาตามต้องการสม่ำเสมอ เพราะยาเม็ดหญ้าเทวดาทุกเม็ดได้ผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อประกันคุณภาพของยาให้ยาทุก 2 เม็ด มีคุณค่าเทียบเท่ากับต้นหญ้าเทวดาสดจำนวน 3 ต้นดังตัวอย่าง chromatogram วิเคราะห์คุณภาพของยาเม็ดหญ้าเทวดา
ยาเม็ดหญ้าเทวดานับเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการเภสัชกรรมไทยเพราะการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบจนเป็นยาเม็ดสำเร็จรูป
ใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีของคนไทยทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจที่สำเร็จได้ด้วยภูมิปัญญาของเภสัชกรไทยผลิตภัณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ขนาดรับประทานและระยะเวลาการรับประทานสรุปได้ดังนี้
ขนาดรับประทาน :รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย
ผู้ใหญ่ (น้ำหนักตัว 40 กิโลกรัม) รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้าก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และก่อนนอน
เด็ก (อายุ 6-12 ขวบ) และผู้ใหญ่น้ำหนักตัวต่ำกว่า 40 กิโลกรัม รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
เช้าก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และก่อนนอน
เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ (น้ำหนักตัวต่ำกว่า 20 กิโลกรัม) ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
ระยะเวลาของการรับประทาน :
การใช้ยานี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานยานี้เป็นรอบโดยรับประทาน 7 วันแล้วหยุด 4 วันสลับกันไปแล้วเริ่ม
รับประทานรอบใหม่ต่อไป ระยะเวลาการรับประทานขึ้นกับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้
กรณีใช้ลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง รับประทานควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน
โดยรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน การหยุดรับประทานเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน
กรณีป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำผู้ป่วยมะเร็งหลังจากได้รับการรักษาแล้ว ต้องการป้องกันการแพร่
กระจาย และการกลับเป็นซ้ำอีก ให้รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง กรณีการใช้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เฉพาะช่วงที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ขณะติดเชื้อไวรัส

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น